
เป็นความเครียดระดับเล็กน้อยที่เกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน ส่วนใหญ่สามารถปรับตัวและจัดการได้ด้วยตนเอง ยังไม่ส่งผลต่อสุขภาพอย่างชัดเจน และยังสามารถใช้ชีวิตตามปกติ รวมถึงช่วยดูแลคนรอบข้างได้
มักพบในช่วงที่มีเหตุการณ์กดดัน เช่น ภาวะวิกฤติหรือภัยพิบัติ ทำให้ต้องรับมือกับปัญหาหลายอย่างพร้อมกัน จึงเกิดความเครียดระดับปานกลางได้ ซึ่งยังถือว่า “ปกติ” เพราะช่วยกระตุ้นให้ตื่นตัวและหาทางแก้ปัญหา
ในภาวะวิกฤติหรือภัยพิบัติ อาจทำให้เกิดอาการตอบสนองทางอารมณ์ที่รุนแรงขึ้นชั่วคราว ซึ่งมักค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อเหตุการณ์คลี่คลาย อย่างไรก็ตาม หากความเครียดมาก ควรเริ่มดูแลตนเองและจัดการความเครียด เช่น
3.1 ) ฝึกหายใจคลายเครียด: หายใจเข้าให้ท้องพอง และหายใจออกให้ท้องแฟบ (ฝึกซ้ำ ๆ อย่างช้า ๆ)
3.2 ) พูดคุยกับคนใกล้ชิด หรือทำกิจกรรมทางใจ เช่น สวดมนต์ไหว้พระ รวมถึงช่วยเหลือผู้อื่นตามกำลัง จะช่วยให้รู้สึกดีขึ้น
3.3 ) ตั้งความหวังและมองด้านบวก เช่น อย่างน้อยยังปลอดภัย มีคนเห็นใจ และมีหน่วยงานเข้ามาช่วยเหลือ
3.4 ) ลดการยึดติดความขัดแย้งเดิม ๆ และร่วมมือกันเพื่อให้ชุมชนผ่านวิกฤติไปได้
3.5 ) หากผ่านไป 2 สัปดาห์แล้วอาการยังไม่ดีขึ้น หรือมีอาการมากขึ้น ควรพบแพทย์/ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินซ้ำ เพราะความเครียดที่มากและต่อเนื่องอาจนำไปสู่โรควิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า และเพิ่มความเสี่ยงต่อการทำร้ายตนเอง
เป็นความเครียดระดับรุนแรงมาก ส่งผลต่อร่างกายและจิตใจอย่างชัดเจน (เช่น อ่อนเพลียมาก เจ็บป่วยง่าย นอนไม่หลับ กังวลรุนแรง หรือสิ้นหวัง) อาจนำไปสู่โรควิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า และเพิ่มความเสี่ยงต่อการทำร้ายตนเอง จึงควรพบแพทย์/ผู้เชี่ยวชาญทันที และอาจต้องได้รับการดูแลต่อเนื่องประมาณ 3–6 เดือน